ชื่อเมืองเชียงแสน
นั้น เป็นชื่อที่ถูกเรียกกันมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนถึงปัจจุบัน
แต่ในช่วงของการเริ่มก่อตั้งชุมชนนั้นตามที่ได้บันทึกไว้ในพงศาวดารหลายฉบับ
จะมีเค้าโครงเรื่องในทางเดียวกัน กล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งสมัยต้นพุทธกาล
พระเจ้าสิงหนวัติ-กุมาร อพยพมาจากนครไทยเทศล่องลงมาตามลำน้ำโขง
และตั้งบ้านแปลงเมืองโดยมีพญานาคช่วยขุดคูปราการเมือง
ปรากฏชื่อ
เมืองว่า นาคพันธุ์สิงหนวัตินคร ต่อมาพระเจ้าสิงหนวัติ
ได้รวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่น โดยรวมเอาชาวมิลักขุ และปราบปรามพวกขอมให้อยู่ใต้อำนาจ
หลังจากนั้น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินคร หรือ เมืองโยนกนาคพันธุ์
ได้เจริญรุ่งเรืองและมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์
และแต่ละพระองค์ต่างก็ทรงเน้นในเรื่องการทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นหลักเรื่อยมา

ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าพังคราช อำนาจของขอมแห่งเมืองอุโมงคเสลามีมากขึ้น
สามารถรบชนะพระเจ้าพังคราชและถูกขับไล่ไปอยู่ที่เวียงสีทอง
ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหม ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพังคราช
สามารถปราบปรามพวกขอมลงได้สำเร็จ จึงได้อัญเชิญพระเจ้าพังคราชกลับมาครองราชสมบัติที่เมืองโยนกนาคพันธุ์ตามเดิม
จากนั้นอาณาเขตของเมืองนาคพันธุ์ได้แผ่ขยายกว้างออกไปอีก
โดยไปสร้างเวียงไชยปราการ และพระเจ้าพรหมได้ทรงครองราชย์อยู่ที่นั่น
ต่อมาในรัชกาลของพระเจ้าไชยศิริ เวียงไชยปราการก็ถูกรุกรานโดยกษัตริย์จากเมืองสะเทิม
พระเจ้าไชยศิริเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงอพยพไปอยู่ที่เวียงกำแพงเพชรส่วนทางเมืองโยนกนาคพันธุ์นั้น
ก็ยังคงมีกษัตริย์ปกครองต่อมา จนถึงรัชกาลของพระเจ้ามหาชัยชนะ
ก็เกิดเหตุอาเพศ เมืองล่มจนกลายเป็นหนองน้ำไป
เรื่องราวของเมืองโยนกนาคพันธุ์ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงพงศาวดาร
แต่การถือกำเนิดขึ้นของเมืองเชียงแสนที่ชัดเจนนั้นน่าจะอยู่ในรัชสมัยของพญามังราย
เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์
คำว่า "เชียง" นั้นเป็นภาษาของชนเผ่าไตโบราณ
ที่เรียกชื่อเมืองหรือมีขนาดใหญ่ระดับเมืองว่า "เวียง"
หรือ "เชียง" เช่น เชียงขวาง,เชียงลุ้ง,เชียงตุง,เชียงม่วนเหล่านี้เป็นต้น
ดังนั้นคำว่า "เชียงแสน" น่าจะมีความหมายว่า
"เมืองของแสน"
และคำว่า "แสน" นั้นน่าจะมาจากพระนามของพระ-เจ้าแสนภู
ผู้เป็นพระราชนัดดาของ พญามังราย ซึ่งใน "พงศาวดารโยนก"
ของพระยาประกิจกรจักร( แช่ม บุญนาค )ฉบับพิมพ์เมื่อปี
พ.ศ.2504 หน้า309 มีความว่า "ให้ขุดคูและก่อปราการพระนครสามด้าน
แต่ด้านตะวันออกเว้นไว้ เอาแม่น้ำเป็นคูของปราการเวียงตั้งพิธีฝังหลักเมืองในวันศุกร์
เดือน 7 ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 690 ยามแตรค่ำ ไว้ลัคนาราศีตุล
วงปราการด้านหลัง700วา ด้านยาวไปตามแม่น้ำของ( โขง ) 1500
วา" ได้บันทึกไว้ไว้
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.1831 พญามังรายพระราชอัยกา , พญาไชยสงครามพระราชบิดา
ของพระเจ้าแสนภู ทรงโปรดให้พระองค์เดินทางไปสำรวจทำเลที่จะสร้างเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่ง
พร้อมด้วยข้าราชบริพารและราษฎรเมืองเชียงใหม่ ลำพูน เสด็จลงเรือแพล่องไปตามลำน้ำกก
7 วัน 7 คืน จนถึง"สบกก" อันเป็นปากแม่น้ำไหลมาประจบกับแม่น้ำโขง
จึงโปรดให้ตั้งค่ายพักแรมขึ้นชั่วคราว( ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณเชียงแสนน้อย
) หลังจากสำรวจบริเวณนั้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทรงเห็นว่าบริเวณหนึ่งห่างจากเวียงสาไปประมาณ
7 กิโลเมตรทางทิศเหนือ มีความเหมาะสมหลายอย่างที่น่าจะสร้างบ้านแปลงเมืองได้
ดังนั้น"เวียงเก่า"หรือ"เชียงแสน"จึงฟื้นคืนเป็นบ้านเป็นเมืองอีกครั้ง
ต่อมาพญาไชยสงครามพระราชบิดาของพระเจ้าแสนภูถึงทิวงคต
ณ. เมืองเชียงใหม่ แผ่นดินจึงว่างกษัตริย์ พระเจ้าแสนภูจำต้องเสด็จกลับไปปกครองเมืองเชียงใหม่
กาลต่อมาเมื่อพญาคำฟูพระราชโอรสเติบใหญ่ จึงทรงให้เสวยราชย์แทนพระองค์
พระเจ้าแสนภูทรงผูกพันกับเมืองเชียงแสนในฐานะที่พระองค์ทรงสร้างและทำนุบำรุงด้วยดีมาตลอด
จึงทรงเสด็จกลับไปปกครองดูแล
เมืองเชียงแสนอีกครั้ง เมื่อปีพ.ศ.1875 จวบจนสิ้นพระชนม์เมื่อปีพ.ศ.1877ขณะมีพระชนมายุได้
60 พระชันษา จากนั้นพระเจ้าคำฟูทรงย้ายจากเชียงใหม่มาประทับที่เมืองเชียงแสนตลอดรัชกาล
แต่หลังจากสมัยพระเจ้าคำฟูแล้ว เมืองเชียงแสนคงลดฐานะลงเป็นเมืองอุปราชเท่านั้น
เพราะรัชกาลพระเจ้าผายู โปรดให้พระเจ้ากือนาราชโอรส มาปกครองเมืองเชียงแสนแทน
หลังจากนั้นตั้ง
แต่รัชสมัยพระเจ้ากือนาเป็นต้นมา เมืองเชียงแสนก็ถูกลดฐานะลงไปอีก
เพราะกษัตริย์ในรัชกาลต่อๆมา ทรงแต่งตั้งเพียงพระราชวงศ์หรือขุนนางที่มีความดีความชอบ
ขึ้นมาปกครองในฐานะเจ้าเมืองแทน ทำให้เมืองเชียงแสนคงอยู่ในฐานะหัวเมืองหนึ่งเท่านั้นอย่างไรก็ตาม
แม้ว่าเมืองเชียงแสนจะถูกลดฐานะเป็นเพียงหัวเมือง แต่ผู้ปกครองเมืองเชียงแสนต่างก็ทำนุบำรุงบ้านเมืองและศาสนา
สร้างวัดวาอารามมากมาย ซึ่งในปัจจุบันยังคงปรากฏซากวัดร้างในกำแพงเมืองเก่ามากถึง
75 วัดและนอกกำแพงเมืองอีก 66 วัดซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสนเป็นอย่างสูงในอดีต
จนกระทั่งราวปีพ.ศ.2100 เมืองเชียงแสนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า
พร้อมกับเมืองเชียงใหม่และอีกหลายเมืองในอาณาจักรล้านนา
ต่อมาราวปีพ.ศ.2143 ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เจ้าเมืองเชียงใหม่ มังธนาช่อ ยอมสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา
พระนเรศวรโปรดฯให้จัดการปกครองเมืองเชียงใหม่และให้ ออกญารามเดโชไปครองเมืองเชียงแสนเมืองเชียงแสนอยู่ภายใต้ขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นาน
ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อพม่าอีกครั้ง จากนั้นพม่าก็แต่งตั้งขุนนางมาปกครองโดยตลอด
บางครั้งก็มีกระแสการพยายามจะปลดแอกอำนาจพม่าของชาวพื้นเมือง
เช่นกรณีของเทพสิงห์ และน้อยวิสุทธิ์แห่งลำพูน ซึ่งสามารถตีเชียงแสนคืนได้ในราวปี
พ.ศ.2300 แต่ไม่นานพม่าก็กลับเข้ามาปกครองเมืองเชียงแสนได้อีกจนกระทั่งราวปี
พ.ศ.2347พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์
เจ้าพระยายมราชยกทัพขึ้นไปสมทบกับทัพจากเวียงจันท์ น่าน
ลำปางและเชียงใหม่ รวมกำลังกันขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนเป็นผลสำเร็จ
และกวาดต้อนผู้คนลงไปไว้ตามเมืองทั้งห้า การศึกครั้งนั้นเป็นผลให้เมืองเชียงแสนถูกเผาทำลายจนหมดความสำคัญลงไปมาก
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราวพ.ศ.2413มีชาวพม่า
ลื้อ เขิน จากเมืองเชียงตุง และชาวไทยใหญ่จากเมืองหมอกใหม่
ได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน เจ้าอุปราชราชวงศ์เมืองเชียงใหม่จึงมีหนังสือแจ้งไปยังกรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้อุปราชเมืองเชียงใหม่ไปแจ้งคนเหล่านั้น
ให้อยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ถ้าต้องการอาศัยอยู่ต่อไป
แต่ไม่มีผู้ใดปฏิบัติตาม ดังนั้นราว พ.ศ.2417 จึงโปรดเกล้าให้เจ้าอินทรวิชยานนท์เมืองเชียงใหม่
และโปรดเกล้าฯให้เจ้าอินต๊ะ นำราษฎรจากลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่
ขึ้นไปตั้งถิ่นฐานที่เชียงแสนแทน แล้วยกเจ้าอินต๊ะให้เป็นพระยาราชเดชดำรงเจ้าเมืองเชียงแสนในปี
พ.ศ.2472ต่อมาถูกยุบฐานะกลับเป็นอำเภอเชียงแสน ภายใต้การปกครองของ
จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2500 ถึงปัจจุบัน
เมืองเชียงแสนที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงในอดีต ปัจจุบันคงเหลือเพียงซากโบราณสถานมากมายซึ่งมีประชาชนเข้าไปรุกล้ำปลุกสร้างบ้านเรือนปะปน
ทั้งยังถูกทำลายจากการขุดหาของมีค่าต่างๆ เป็นที่น่าเสียดายที่เมืองประวัติศาสตร์อันสมควรที่จะได้รับการดูแลปกป้องรักษา
เมืองโบราณสำคัญที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าโบราณสถานอื่นๆของประเทศไทย
ที่น่าจะเป็นมรดกโลกเหมือน
สุโขทัย อยุธยา หรือกำแพงเพชร กลับยังไม่มีหน่วยงานใดๆเข้าไปดูแลจัดการเท่าที่ควร
วันนี้เมืองเชียงแสนยังเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆอันเงียบสงบ
วิถีชีวิตริมฝั่งโขงสามประเทศที่เรียบง่ายมนต์ขลังแห่งเมืองเก่า
ที่มีเรื่องราวเล่าขานมากมาย อีกทั้งมรดกด้านศิลปะทรงคุณค่าที่บรรพบุรุษของเราได้ทิ้งไว้ให้
และธรรมชาติอันงดงาม วัตถุโบราณที่พบในอำเภอเชียงแสนนั้นเป็นสิ่งยืนยันถึง
ความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสนในครั้งอดีตทั้งในด้านศาสนาและงานศิลป์
ได้แก่ พระพุทธรูปที่ทำจากเนื้อสำริดที่มีอายุหลายร้อยปีหลากหลายศิลปะหลายสมัย
ทั้งศิลปะลังกา สุโขทัย ตลอดจนสมัยอยุธยา ลวดลายชิ้นส่วนงานปูนปั้นที่ขุดพบต่างๆ
ตลอดจนพระพิมพ์ต่างๆมากมาย ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อเป็นข้อมูลด้านการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนรุ่นหลังต่อไป
อ่านต่อ
แหล่งท่องเที่ยวเชียงแสน >>
|